<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>10405</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 17:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เผย 2 สารพิษอันตรายใน“ควันบุหรี่” ทำให้เด็กในครรภ์ ไอคิวต่ำ   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่&amp;nbsp;31 พ.ค. 61- นาวาอากาศตรี นพ. บุญเรือง &amp;nbsp;ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต พร้อมด้วยดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานศูนย์การเรียนรู้พิเศษประภาคารปัญญา เปิดแพรคลุมป้าย คลินิกกระตุ้นพัฒนาการเด็ก ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์การเรียนรู้พิเศษประภาคารปัญญา มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี ตลิ่งชัน กทม. เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กที่สติปัญญาบกพร่องและกระตุ้นพัฒนาการในแต่ละด้านจากทีมสหวิชาชีพอย่างเหมาะสม &amp;nbsp;ให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ตามศักยภาพ มีความพร้อมเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือมีอาชีพที่เหมาะสม ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือภาครัฐกับองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์หรือเอ็นจีโอ ดูแลคุณภาพชีวิตผู้พิการทางสติปัญญานอกรั้วโรงพยาบาล ลดภาระครอบครัวและสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีประชาชนทุกช่วงวัยที่มีสติปัญญาบกพร่อง(Intellectual &amp;nbsp;Disability)มีระดับไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยมากถึง 650,000 คนทั่วประเทศ &amp;nbsp; โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัยทั้งพันธุกรรม สมองกระทบกระเทือน ขาดธาตุเหล็ก ไอโอดีน และยังพบว่าเกิดมาจากการสูดควันบุหรี่ขณะมารดาตั้งครรภ์ทั้งควันบุหรี่มือ1 และควันบุหรี่มือ 2 สารในควันบุหรี่ที่มีผลกระทบกับเด็กในครรภ์มากที่สุดคือสารคาร์บอนมอนน็อคไซด์และนิโคติน ทำให้หลอดเลือดหดตัวและขัดขวางการลำเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือดแดงจากตัวแม่ไปยังลูกผ่านทางสายสะดือและรก ไม่เพียงพอด้วย &amp;nbsp;จึงมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมองของเด็กผิดปกติ ทำให้สติปัญญาต่ำ ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงการบำบัดและฟื้นฟู เพิ่มทักษะด้านต่างๆให้ผู้ที่มีบกพร่องดำเนินชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ที่ผ่านมาผู้มีสติปัญญาบกพร่องเข้าถึงระบบการดูแลรักษาฟื้นฟูประมาณร้อยละ 10 โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในวัยเรียนภาคบังคับ อายุ 5-15 ปี &amp;nbsp;ยังอยู่นอกระบบการศึกษามากถึงร้อยละ 75 &amp;nbsp;จึงขอให้ประชาชนที่มีลูกหลานมีพัฒนาการล่าช้า หรือมีสติปัญญาบกพร่อง พาไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทั่วประเทศหรือปรึกษาสายด่วน 1323 ฟรี &amp;nbsp;เพื่อรับการตรวจประเมินความรุนแรงและขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการทางสติปัญญา ได้รับการช่วยเหลือด้านต่างๆโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านนพ.ศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กทม.กล่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความร่วมมือในคลินิกกระตุ้นพัฒนาการครั้งนี้ ศูนย์การเรียนรู้พิเศษประภาคาร สนับสนุนด้านอุปกรณ์และสถานที่ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เน้นหนักในเด็กอายุ 5-15 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ระบบการศึกษา &amp;nbsp;โดยสถาบันกัลยาณ์ฯจัดทีมสหวิชาชีพนำโดยจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ตรวจประเมินอาการความรุนแรง ให้การรักษาอาการผิดปกติทางจิตใจ นักจิตวิทยาคลินิกตรวจประเมินระดับไอคิวและปรับพฤติกรรม พยาบาลวิชาชีพวางแผนจัดกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการรายบุคคลร่วมกับครูการศึกษาพิเศษ &amp;nbsp;นักกิจกรรมบำบัดฝึกเตรียมความพร้อมการพูดและฝึกทักษะต่างๆที่จำเป็นต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง &amp;nbsp;นักกายภาพบำบัดกระตุ้นการเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มกำลังและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทุกวัน &amp;nbsp;ทบทวนแผนทุก 1 เดือน และประเมินความก้าวหน้าทุก 6 เดือน เพื่อปรับแผนการบำบัดฟื้นฟู &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยได้เริ่มทดลองดำเนินการในเดือนมกราคม &amp;nbsp;2561 - เมษายน 2561 จำนวน 14 คน ได้ฟื้นฟูด้านกิจกรรมบำบัด 712 ครั้ง ด้านกายภาพบำบัด 693 ครั้ง กระตุ้นพัฒนาการและปรับพฤติกรรม 715 ครั้ง ต้องทำอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp; ขณะนี้มีเด็กสติปัญญาบกพร่องอยู่ในศูนย์การเรียนฯ 50 คน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10405</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสุขภาพจิต, นพ.บุญเรือง  ไตรเรืองวรวัฒน์, พิษควันบุหรี่, ศูนย์การเรียนรู้พิเศษประภาคารปัญญา, ไอคิวเด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fc812531f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 21:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2018 05:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห่วงผู้สูงวัยเกิดอาการ &quot;เหงาฉับพลัน&quot;ช่วงหยุดสงกรานต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นาวาอากาศตรีนพ.บุญเรือง &amp;nbsp;ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ซึ่งมีวันหยุดติดต่อกัน &amp;nbsp;5 วันตั้งแต่ 12-16 เมษายน 2561 ว่า ถือเป็นช่วงขึ้นปีใหม่ของคนไทย &amp;nbsp;เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสุข และได้พบปะพร้อมหน้าพร้อมตากัน &amp;nbsp; แต่จะมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านหรือมีความสุขในช่วงเทศกาลสงกรานต์ &amp;nbsp;ซึ่งอาจ เกิดภาวะที่เรียกว่า&amp;ldquo;ความเหงาเฉียบพลัน &amp;rdquo; ( Acute loneliness) &amp;nbsp;โดยจะมีอาการรู้สึกโดดเดี่ยว &amp;nbsp;น้อยใจ หงุดหงิด นอนไม่หลับ เศร้า รู้สึกว่าตนเองไม่มีความสำคัญ ไม่มีใครคิดถึง &amp;nbsp;ไม่มีใครรัก อาการนี้เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ลูกหลานไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้าน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; จากงานวิจัยพบว่า ในผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้น จะเผชิญกับสถานการณ์ความเหงาเฉียบพลันได้ &amp;nbsp;1 ใน 10 คน &amp;nbsp;หากอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป จะพบได้สูงถึง &amp;nbsp;1 ใน 2 คน &amp;nbsp; พิษภัยของความเหงา หากปล่อยไปจะกลายเป็น ความเหงาเรื้อรัง (Chronic loneliness) &amp;nbsp;เป็นจุดเริ่มต้นของโรคซึมเศร้า และเป็นปัจจัยเสี่ยงการเจ็บป่วยทางจิตใจที่ส่งผลเกิดโรคทางกายหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง ภูมิต้านทานต่ำลง &amp;nbsp;การนอนผิดปกติ ติดเหล้า โรคอ้วน การตายก่อนวัยอันควร ฯลฯ &amp;nbsp;จึงไม่ควรมองข้าม&amp;rdquo; อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวต่อว่า &amp;nbsp; เชิญชวนให้ทุกครอบครัวให้ความสนใจเพื่อป้องกันความเหงาเฉียบพลัน และช่วยกันดูแลผู้สูงอายุที่มีทั่วประเทศประมาณ 10 ล้านคนในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นพิเศษ &amp;nbsp;ทั้งนี้ผลสำรวจของสวนดุสิตโพล พบว่า ร้อยละ 82 สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการมากที่สุดในวันสงกรานต์ คืออยากให้ลูกหลานกลับบ้าน อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา &amp;nbsp;รดน้ำดำหัว จึงมีคำแนะนำ 4 ประการเพื่อป้องกันอาการดังกล่าง ดังนี้ 1.ให้นึกอยู่เสมอว่ามีคนรอคอยอยู่ที่บ้าน 2. ใช้เวลาแห่งความสุขที่อยู่ร่วมกันอย่างมีคุณค่า3. มีกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันได้ทุกวัย 4. หากไม่สามารถกลับมาอยู่กับครอบครัวได้ อย่าเงียบเฉย ให้ติดต่อกลับบ้านพูดคุยไต่ถามสาระสุกดิบซึ่งกันและกัน &amp;nbsp;จะทำให้ผู้ที่รออยู่ที่บ้านรู้สึกมีคุณค่า ไม่โดดเดี่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางด้านนางสุดา &amp;nbsp;วงศ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่าในกรณีที่ครอบครัวไม่สามารถกลับไปอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ &amp;nbsp; มีวิธีดูแลใจ คลายความเหงาด้วยตนเอง ดังนี้ 1..เข้าใจความจำเป็นที่ครอบครัวไม่สามารถกลับมาเยี่ยมในช่วงสงกรานต์ 2. ไม่เปรียบเทียบกับครอบครัวอื่น &amp;nbsp;3. พยายามอย่าอยู่คนเดียวหรือคิดหมกมุ่น น้อยใจ &amp;nbsp;4. ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบหรือเข้าร่วมกิจกรรมวันสงกรานต์ของชุมชน &amp;nbsp;จะช่วยให้คลายความเหงาได้ &amp;nbsp;หากมีความทุกข์ใจ หรือไม่สบายใจ สามารถติดต่อปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต โทร1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน ที่อยู่คนเดียว ไม่มีลูกหลานดูแล หากชุมชนจัดกิจกรรมพิเศษในวันเทศกาลสงกรานต์ เช่นจัดพิธีรดน้ำดำหัว &amp;nbsp;มอบของขวัญเล็กๆน้อยๆ แม้จะมีค่าไม่มาก แต่ให้ผลทางด้านจิตใจ จะช่วยสร้างความสุขใจให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ได้อย่างดี และเกิดความรู้สึกมีคุณค่า เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6961</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสุขภาพจิต, นพ.บุญเรือง  ไตรเรืองวรวัฒน์, ผู้สูงอายุ, สุขภาพจิตผู้สูงอายุ, เทศกาลสงกรานต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb184ca19a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
